12 เคล็ดลับ เพื่อสุขภาพที่ดีจากแพทย์จีน

 

screenshot_1016

 

 

ใครๆก็คงไม่ชอบที่จะเจอกับอาการที่มีโรคภัยไข้เจ็บมาเยือนกันนะครับ หากขอพรได้ผม สิ่งที่ผมขอพรบ่อยสุด ก็หนีไม่พ้นขอให้อย่าให้มีโรคภัยไข้เจ็บมารบกวน ซึ่งหากใครอยากไม่อยากให้มีโรคภัยไข้เจ็บมารบกวน ผมมีเคล็ดลับดีๆจากแพทย์จีนมาฝากกันครับ

1. หวีผมบ่อยๆ: หวีผมเบาๆ บ่อยหน่อยช่วยให้ตาสว่าง และรากผมแข็งแรง (ใช้หวีซี่ห่างหน่อย แปรงเบาหน่อย เพื่อกันผมหลุด)

2. ถูใบหน้าบ่อยๆ: ล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ให้สะอาดก่อน หลังจากนั้นใช้ฝ่ามือ 2 ข้างถู หน้าเบาๆ บ่อยหน่อยเพื่อกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ใบหน้าเปล่งปลั่ง

3. เคลื่อนไหวดวงตาบ่อยๆ: ให้มองไกล-มองใกล้ มองข้างนอก-ข้างใน มองบน-มองล่าง หลีกเลี่ยงการมอง หรือจ้อง อะไรนานๆ โดยเฉพาะคนที่ทำงานคอมพิวเตอร์ควรพักสายตาด้วยการมองไกลอย่างน้อยทุกชั่วโมง

4. กระตุ้นใบหูบ่อยๆ: การดึงหู ดีดหู บีบหู ถูใบหูเบาๆ บ่อยหน่อย ช่วยบำรุงตานเถียน(จุดฝังเข็ม) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เก็บพลังงานของร่างกาย (ใต้สะดือ) สัมพันธ์กับไต ซึ่งเปิดทวารที่หู ทำให้แรงดี ป้องกันเสียงดังในหู หูตึง และอาการเวียนหัว

5. ขบฟันบ่อยๆ: ขบฟันเบาๆ บ่อยหน่อย(ไม่ใช่ขบแรงดังกรอดๆ) ช่วยให้ฟันแข็งแรง และกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อย

6. ใช้ลิ้นดุนเพดานปากบ่อยๆ: การใช้ปลายลิ้น กระตุ้นเพดานบนด้านหน้าเป็นการกระตุ้นจุดฝังเข็ม เพื่อเชื่อมพลัง ลมปราณตู๋และเยิ่น ซึ่งเป็นเส้นควบคุมแนวกลางลำตัวส่วนหลัง และส่วนหน้าร่างกาย ทำให้เกิดการกระตุ้นการหลั่งสารน้ำ และน้ำลาย

7. กลืนน้ำลายบ่อยๆ:การกลืนน้ำลายบ่อยๆ ช่วยกระตุ้นพลังบริเวณคอหอย และกระตุ้นการย่อยอาหาร

8. หมั่นขับของเสีย: หมั่นขับของเสีย โดยเฉพาะดื่มน้ำให้พอ กินอาหารที่มีเส้นใย ออกกำลัง เพื่อ ป้องกันท้องผูก เมื่อปวดปัสสาวะหรืออุจจาระให้ถ่ายทันที อย่ารอโดยไม่จำเป็น การทิ้งของเสียไว้ในร่างกายนานเกินทำให้เกิดสารพิษ และการดูดซึมสารพิษ ( กลับเข้าสู่ร่างกาย) มากขึ้น ทำให้ป่วยง่าย

9. ถูหรือนวดท้องบ่อยๆ: ให้นวดท้องตามเข็มนาฬิกาเบาๆ เพื่อช่วยให้การขับถ่ายของเสียดีขึ้น

10. ขมิบก้นบ่อยๆ: การขมิบก้นบ่อยๆ ช่วยป้องกันริดสีดวงทวาร และท้องผูก

11. เคลื่อนไหวทุกข้อ: การอยู่นิ่งๆ หรืออยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป ทำให้เกิดโรคได้ง่าย ควรเคลื่อน ไหวข้อต่างๆ ให้ครบทุกข้อทุกวัน ฝึกฝนการใช้กล้ามเนื้อและข้อให้สมดุล เช่น การฝึกชี่กง ไท ้เก้ก โยคะ ฯลฯ

12. ถูผิวหนังบ่อยๆ: ใช้ฝ่ามือถูตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย คล้ายกับการถูตัวเวลาอาบน้ำ มีส่วนช่วยให้ เลือดและพลังไหลเวียนดี

เรียนเชิญท่านผู้อ่านลองนำไปปฏิบัติดู เพื่อสุขภาพ พลัง และลมปราณที่ดีไป นานๆ ครับ…
ท่านอาจารย์นายแพทย์ภาสกิจ(วิทวัส) วัณนาวิบูล อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแพทย์ แผนจีนแนะนำเคล็ดลับการดูแลสุขภาพ ตามศาสตร์แพทย์แผนจีนว่า อาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรกินมากเกิน นำแนวคิดศาสตร์แพทย์แผนจีนมาวิเคราะห์โดย ใช้หลักแพทย์แผนปัจจุบันประกอบ… อาหารที่ไม่ควรกินมากเกิน หรือบ่อยเกินได้แก่…

1. ไข่เยี่ยวม้า: ไข่เยี่ยวม้ามีตะกั่วค่อนข้างสูง ตะกั่วทำให้การดูดซึมแคลเซียมน้อยลงกินบ่อยๆ จะเสี่ยงโรคกระดูกโปร่งบาง และอาจได้รับพิษตะกั่วเช่น สมองเสื่อม เป็นหมัน ฯลฯ

2. ปาท่องโก๋: กระบวนการทำปาท่องโก๋มีการใช้สารส้ม ซึ่งมีตะกั่วปน เปื้อน ตะกั่วทำให้ไตทำงานหนักในการขับสารนี้ออกไป นอกจากนั้นยังทำให้คอแห้ง เจ็บคอง่าย โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคร้อนในได้ง่าย

3. เนื้อย่าง: กระบวนการรมไฟ ย่างไฟทำให้เกิดสารเบนโซไพรีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง

4. ผักดอง: ผักดอง และของหมักเกลือทำให้ร่างกายได้รับเกลือโซเดียมสูง ถ้ากินบ่อยเกิน หรือมากเกินจะทำให้หัวใจทำงานหนัก เกิดความดันเลือดสูงและโรคหัวใจได้ง่าย นอกจากนั้นกระบวนการหมักดองยังทำให้เกิดสารแอมโมเนียมไนไตรด์ ซึ่งเป็นสาร ก่อมะเร็ง

5. ตับหมู: ตับหมูมีโคเลสเตอรอลสูง การกินตับหมูบ่อยเกิน หรือมากเกินทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจ เส้นเลือดสมอง (อัมพฤกษ์-อัมพาต) และโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น

6. ผักขม ปวยเล้ง: ผักขมและปวยเล้งมีสารอาหารสูง ทว่า… มีกรดออกซาเลตมากทำให้เกิดการขับสังกะสีและแคลเซียมออกจากร่างกายมาก การกินบ่อยเกิน หรือมากเกินอาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลเซียม หรือสังกะสีได้

7. บะหมี่สำเร็จรูป: บะหมี่สำเร็จรูปมีสารกัดบูด สารแต่งรสค่อนข้างสูง และมีคุณค่าทางอาหารต่ำ การกินบะหมี่สำเร็จรูปมากเกิน หรือบ่อยเกินอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคขาดอาหารและการสะสมสารพิษได้

ถือว่าเป็นข้อมูลที่ดีมากๆเลยนะครับ ซึ่งทุกคนสามารถนำไปปฏิบัติได้เลย เพื่อสุขภาพที่ดีของเรา

แพทย์ชี้นอนดูทีวี เล่นแท็บเล็ต มือถือ ระวังคอเดี้ยง-คอเอียง

 

screenshot_1015

 

จักษุแพทย์ชี้พฤติกรรมประจำวันของประชาชนน่าห่วง อาทินอนดูทีวีที่ตั้งสูงกว่าสายตา ถือเป็นท่าที่ไม่ถูกจะมีผลเสียต่อกล้ามเนื้อที่คอ กระดูกคอ ทำให้เอ็นคออักเสบ เตือนพวกที่ชอบนอนตะแคงเล่นแท็บเล็ตหรือมือถือระวังคอเอียงโดยไม่รู้ตัว

นพ.ฐาปนวงศ์ ตั้งอุไรวรรณ จักษุแพทย์ประจำโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้การใช้พฤติกรรมประจำวันของประชาชนน่าห่วง ผู้ที่อาศัยอยู่ในอพาร์ทเม้นท์ คอนโดมิเนียม ที่มีพื้นที่จำกัด มักชอบนอนดูทีวี และทีวีมักตั้งอยู่สูงกว่า การดูทีวีลักษณะนี้ อาจก่อปัญหาโดยไม่รู้ตัว เพราะทีวีอยู่ข้างบน เป็นท่าที่ไม่ถูกจะมีผลเสียต่อกล้ามเนื้อที่คอ กระดูกคอ ทำให้เอ็นคออักเสบ และหากมีพฤติกรรมติดต่อกันไปนาน ๆ ในระยะยาว จะเกิดอาการคอเดี้ยง คือ ปวดต้นคอ กล้ามเนื้อเกร็ง และอักเสบ ท่าที่ดีที่สุดในการดูทีวีคือท่าที่สบายที่สุด เช่น นั่งเอกเขนก และทีวีต้องอยู่ในระดับสายตา

นพ.ฐาปนวงศ์ กล่าวต่อว่า อีกเรื่องที่น่าห่วงขณะนี้ประชาชนมักอยู่กับเครื่องมือสื่อสารเกือบตลอดเวลา โดยเฉพาะแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟนและชอบนอนตะแคงดูข้อมูลหรือภาพหรือนอนตะแคงกดข้อความส่งไลน์ การนอนดูข้างเดียว มือจะถือข้างเดียว เมื่อดูติดต่อกันนาน ๆ อาจจะมีผลต่อบุคลิกไม่รู้ตัว เด็กบางคนจะเดินคอเอียงๆ บางคนไม่รู้ตัว เคยพบมาแล้ว เป็นเด็กอายุ 7 ปี เดินคอเอียง เนื่องจากนอนเล่นแท็บเล็ต ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้เกิดจากความเคยชิน เหมือนเช่นบางคนขณะอยู่เฉย ๆ แต่เคาะโต๊ะเล่นหรือเขย่าเท้าเล่น

นอกจากนี้ การใช้สายตาดูจอมือถือหรือดูคอมพิวเตอร์มากเกินไป จะเกิดปัญหาตาแห้ง ในระยะหลังนี้พบผู้ป่วยมากขึ้นเรื่อย ๆ คือมักมาพบจักษุแพทย์ด้วยอาการแสบตาเคืองตา ตาพร่ามัว แต่สายตาปกติ และผู้ป่วยมักจะนิยมไปพบเพื่อขอยาหยอดตา เนื่องจากเข้าใจว่าตาติดเชื้อ นับเป็นความเข้าใจผิด และไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยยาดังกล่าว เนื่องจากสาเหตุที่ตาแห้งเกิดจากแสงจ้าจากจอมือถือและคอมพิวเตอร์ สายตาต้องเพ่งลงที่จอ ติดต่อเป็นเวลานานนอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว จะเกิดผลเสียในอนาคตคือปัญหาการดื้อยาวิธีแก้ไปอาการแสบตา เคืองตาหลังเพ่งจอมือถือหรือคอมพิวเตอร์ที่ถูกต้องคือให้ดื่มน้ำบ่อย ๆ เพื่อให้น้ำไปหล่อเลี้ยงดวงตาทำให้ตาชุ่มชื้น หรือนั่งหลับตาพักสายตาชั่วครู่ประมาณ10-15 นาทีก็จะช่วยได้ พร้อมย้ำตอนท้าย ขอให้ใช้เทคโนโลยีเมื่อจำเป็นโดยเฉพาะการใช้โทรศัพท์มือถือประเภทสมาร์ทโฟน ขณะนี้ ถือว่าใช้มากเกินความจำเป็น

แนะเลี่ยงกินหอย เหตุสะสมขี้ปลาวาฬทำปากชา แน่นหน้าอก

 

screenshot_1014

 

เตือนหน้าร้อนเลี่ยงอาหารประเภทหอย เหตุเป็นแหล่งสะสมขี้ปลาวาฬ ทำให้ปากชา แน่นหน้าอก ชี้แบคทีเรียที่ปนเปื้อนในอาหารทะเลก็เป็นอันตรายเช่นกัน แนะก่อนกินต้องทำให้สะอาด และสุกทุกครั้ง

นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า อุณหภูมิที่สูงในช่วงหน้าร้อนทำให้เชื้อจุลินทรีย์ที่อยู่ในอาหารทะเลเจริญเติบโตได้ง่าย อีกทั้งยังพบมีโลหะหนักหลายชนิด ทั้งตะกั่ว สังกะสี แคดเมียม และทองแดง ในอาหารทะเล ประเภทปูม้า หอยนางรม และปลาหมึก โดยสารพิษเหล่านี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี และยังมีพิษอื่น ๆ ที่อาจพบได้ในอาหารทะเล อาทิ ขี้ปลาวาฬ ที่เกิดขึ้นจากแพลงตอนจำพวกไดโนแฟลกเจลเลต (dinoflagellate) สามารถพบได้ในน้ำทะเลทั่ว ๆ ไป สังเกตได้จากน้ำมีสีน้ำตาลแดง เมื่อมีอากาศร้อนจัดสัตว์ชนิดนี้จะแบ่งเซลล์และเจริญเติบโตได้ในน้ำทะเลอย่างรวดเร็ว โดยขี้ปลาวาฬจะเข้าสู่สัตว์ทะเลผ่านทางห่วงโซ่อาหาร พบมากในหอย ซึ่งจะสร้างสารพิษพวกไบโอท็อกซิน (biotaxin) ที่ทนความร้อน ไม่สามารถทำลายได้ในกระบวนการปรุงอาหาร เมื่อกินเข้าไปจะทำให้มีอาการชาบริเวณปากและทำให้แน่นหน้าอก เคลื่อนไหวลำบาก บางรายมีอาการอาเจียนด้วย

นพ.พรเทพ กล่าวต่อไปว่า จากการตรวจวิเคราะห์น้ำตัวอย่าง 1 ลิตร พบขี้ปลาวาฬสูงถึง 40,000 เซลล์ และตรวจพบไบโอท็อกซินในปริมาณที่สูงมาก ส่วนใหญ่พบในหอยสองฝา เช่น หอยกะพง หอยนางรม ซึ่งกินแพลงตอนทุกชนิด โดยเฉพาะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน เป็นช่วงที่มีแพลงตอนชนิดนี้มากในน้ำทะเล โอกาสที่หอยนางรมเป็นพิษก็เกิดได้มากเช่นเดียวกัน ก่อนกินจึงควรนำไปแช่น้ำปูนเพื่อลดความเป็นพิษ หรืองดกินในช่วงนี้ก็จะเป็นการดี นอกจากนี้ในอาหารทะเลยังพบแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของโรคท้องร่วงมากที่สุดคือ เชื้ออหิวาต์เทียมหรือวิบริโอ พารา ฮีโมไลติคัส (vibrio parahaemolyticus) เชื้อชนิดนี้สามารถพบได้ทั้งในน้ำทะเลและอาหารทะเล เช่น ปลา ปูม้า หอย กุ้ง กั้ง ปูทะเล และปลาหมึก เป็นต้น และยังพบในอาหารประเภทหอยแครงลวก ปลาดิบ ยำหอยนางรม ปูดอง หอยดอง ซึ่งพบเชื้อได้ทั้งปีแต่จะพบมากช่วงหน้าร้อนในเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม ซึ่งอาการที่ปรากฏชัดหลังจากกินเข้าไป 12-24 ชั่วโมง คือ ท้องเสีย อาเจียน ปวดท้องอย่างรุนแรง อาจมีอาการปวดศีรษะและหนาวสั่นร่วมด้วย

ดังนั้น การเลือกกินหอยให้ปลอดภัยจากขี้ปลาวาฬในช่วงหน้าร้อน ผู้บริโภคจึงต้องหมั่นฟังข่าวจากสื่อต่าง ๆ ว่ามีขี้ปลาวาฬเกิดขึ้นในช่วงใด บริเวณใด ก็ควรงดกินในช่วงนั้น หรือให้เลือกกินอาหารทะเลที่สดและสะอาด มีการ ล้างน้ำทำความสะอาดทุกครั้งโดยเฉพาะสัตว์ทะเลที่มีผิว เปลือก หรือกระดอง เพื่อกำจัดแบคทีเรียที่ปนเปื้อน สำหรับกุ้งถ้าจะเก็บให้เด็ดหัวทิ้งก่อนแช่แข็งจะช่วยลดแบคทีเรียได้ถึงร้อยละ 50 และที่สำคัญเพื่อความปลอดภัยต้องผ่านการ ปรุงสุกทุกครั้ง

5 อาหาร ควรรู้ ยิ่งกิน ยิ่งแก่!!

 

screenshot_1013

 

แก่ คำๆนี้เป็นใครคงไม่อยากให้คนอื่นมาทักกับตัวเองแน่ๆ ก็แหมนะครับ ใครละจะอยากแก่ ถึงแม้จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ตาม เพราะฉะนั้นใครที่ไม่อยากแก่ ควรจะรู้จักวิธีการดูแลตัวเองไม่ให้แก่เร็วนะครับ อาหารการกินก็สำคัญ บางอย่างกินแล้วก็ดูอ่อนวัย บางใหญ่กินแล้วมันจะเพิ้มความแก่นะครับ จะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันครับ

1.น้ำตาล

ปัญหาของน้ำตาลคือมัันมีอยู่ทุกที่ ซอสมะเขือเทศ น้ำอัดลม ชาเขียวสำเร็จรูป ซีเรียล ขนม และน้ำสลัด ทำให้การรับประทานน้ำตาลเกินความต้องการของร่างกายเป็นไปได้ง่ายมาก น้ำตาลทำให้แก่เร็วเพราะน้ำตาลในกระแสเลือดที่เมื่อรวมตัวกับโปรตีนในคอลลาเจนของผิวหนังแล้วจะทำให้ผิวหนังอ่อนแอน้ำตาลทำให้อ้วน ปวดข้อ และปวดหัวอีกด้วย

2.น้ำตาลเทียม

สารทำความหวานแทนน้ำตาลทำให้เกิดปัญหาสุขภาพหลายอย่างเช่นแอสปาร์เทม (aspartame) ที่ถูกร้องเรียนมากที่สุด แต่ก็ยังมีการใช้กันอยู่โดยเฉพาะในน้ำอัดลม น้ำตาลเทียมทำให้ปวดหัว ปวดข้อ และหิวมากกว่าปกติ สังเกตได้ว่าคนที่ดื่มน้ำอัดลมชูก้าร์ฟรีส่วนใหญ่จะมีปัญหาน้ำหนักตัว

3.เกลือ

เกลือในปริมาณที่พอเหมาะเป็นสารอาหารที่สำคัญและดีต่อสุขภาพแต่คนส่วนใหญ่รับประทานเกลือมากเกินความจำเป็น เกลือทำให้ร่างกายบวมน้ำ ข้อใหญ่ นิ้วบวม ทำให้เป็นโรคไตและความดันสูง

4.กาแฟ

กาแฟทำให้ร่างกายขาดน้ำ และผลที่ตามมาคืออาการผิวแห้งที่มีริ้วรอย ทางที่ดีไม่ควรดื่มกาแฟเกินวันละแก้ว และความดื่มน้ำเพิ่ม 8 ออนซ์เป็นการชดเชย

5.แอลกอฮอล์

แอลกอฮอล์ทำให้ผิวแห้งและมีริ้วรอยง่าย

แหม่ แต่ละอย่างนี่อยากบอกว่าเป็นของที่ผมทานเป็นประจำเลย เห็นที่คงต้องลดๆบ้างแล้ว อิอิ ^^

ร้อนจัด..เด็ก ชรา อ้วน คนมีโรค เสี่ยงตาย แนะดื่มน้ำเยอะ งดแอลกอฮอล์

 

screenshot_1012

 

อากาศร้อนจัด ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเตือนประชาชนเสี่ยงป่วยและเสียชีวิตจากโรคลมแดด ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น หัวใจ เบาหวาน ควรระวังอย่างยิ่ง ชี้มี 4 กลุ่มเสี่ยงคือ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ คนอ้วน และผู้ที่มีโรคประจำตัว การสังเกตอาการคือตัวร้อนจัดแต่ไม่มีเหงื่อออก แนะดื่มน้ำบ่อยๆ ให้ได้ชั่วโมงละ 1 ลิตร งดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด หากพบผู้ที่มีอาการที่กล่าวมาให้รีบนำผู้ป่วยเข้าที่ร่มทันที รีบระบายความร้อนออกจากร่างกายให้ตัวเย็นลงโดยเร็ว

นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า สภาพอุณหภูมิของประเทศไทยนับวันยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลต่อสุขภาพ เสี่ยงเกิดการเจ็บป่วยและเสียชีวิตได้ง่าย เพราะอากาศร้อนจะทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น มีผลกับการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด เมื่ออุณหภูมิในร่างกายสูงมากจนมีผลกระทบต่อระบบประสาทจะทำให้มีการเสียชีวิตจากอวัยวะต่างๆ ทำงานล้มเหลว โรคที่เกิดจากอากาศร้อนที่พบบ่อยมี 4 โรค ได้แก่ โรคลมแดดหรือฮีทสโตรก (Heat Stroke) โรคเพลียแดด (Heat Exhaustion) โรคตะคริวแดด (Heat Cramps) และผิวหนังไหม้แดด (Sun burn)

โรคที่อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตคือโรคลมแดด แม้จะพบไม่ได้บ่อยในประเทศไทย แต่ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่มีความเสี่ยงสูง เกิดได้กับทุกคนที่ถูกแดดจัด หรืออยู่ในที่ที่ร้อนจัดเป็นเวลานาน กำชับทุกจังหวัดเร่งให้คำแนะนำและความรู้ในการดูแลและป้องกันโรคลมแดดให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะ 4 กลุ่มพิเศษที่ต้องระมัดระวัง เนื่องจากเสี่ยงเกิดโรคนี้ได้ง่ายกว่ากลุ่มอื่น ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ คนอ้วน และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ยังพบได้ในผู้ที่ติดเหล้า นักกีฬา คนงาน เกษตรกร หรือทหาร ที่ต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน

มีรายงานข้อมูลในต่างประเทศ เช่น แถบยุโรป มีผู้เสียชีวิตจากอากาศที่ร้อนจัดปีละหลายพันราย ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป ส่วนในประเทศไทย ข้อมูลในปี 2551 พบผู้ป่วยโรคลมแดด 80 ราย เสียชีวิต 4 ราย และในปี 2552 พบผู้ป่วยโรคลมแดดเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 32 ราย

ด้าน นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สัญญาณอาการของโรคลมแดดที่สังเกตได้ง่าย ได้แก่ ตัวร้อนจัดแต่ไม่มีเหงื่อ ผิวหนังแดง หัวใจเต้นเร็วและแรง มีอาการทางสมอง เช่น เห็นภาพหลอน สับสน หงุดหงิด ชักหรือหมดสติ ภาวะนี้สามารถทำให้เกิดตับและไตวาย กล้ามเนื้อสลายตัว หัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ น้ำท่วมปอด เกิดลิ่มเลือดอุดตันในกระแสเลือด และช็อกได้ ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน หากพบผู้ที่มีอาการที่กล่าวมาให้รีบนำผู้ป่วยเข้าที่ร่มทันที รีบระบายความร้อนออกจากร่างกายให้ตัวเย็นลงโดยเร็ว เช่น การใช้ผ้าชุบน้ำธรรมดาหรือน้ำเย็นเช็ดตัว แช่ตัวในน้ำ ฉีดพรมน้ำแล้วเป่าด้วยลม ประคบน้ำแข็ง ถ้าไม่หมดสติให้จิบน้ำบ่อยๆ และส่งโรงพยาบาลทันที หรือโทร.แจ้งขอความช่วยเหลือที่เบอร์ 1669 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง

นพ.ฐาปนวงศ์ ตั้งอุไรวรรณ แพทย์ประจำโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า ในการป้องกันโรคลมแดดให้พยายามหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดจัด ควรอยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ไม่ออกกำลังกายหรือทำงานกลางแดดเป็นเวลานาน เช่น การมุงหลังคาบ้าน ขุดดินกลางแจ้ง เป็นต้น ควรสวมเสื้อผ้าที่โปร่งสบาย สีอ่อน ไม่ทึบ และสามารถระบายอุณหภูมิความร้อนได้ดี เช่น ผ้าฝ้าย ผ้าลินิน สวมแว่นกันแดด สวมหมวกปีกกว้าง ควรดื่มน้ำมากกว่าปกติจากวันละ 1-2 ลิตร เพิ่มเป็นชั่วโมงละ 1 ลิตร เพื่อให้ร่างกายปรับอุณหภูมิให้คงที่ และชดเชยการเสียน้ำในร่างกายจากเหงื่อออก งดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด เนื่องจากจะทำให้สูญเสียน้ำจากร่างกายมากขึ้น รักษาสุขภาพให้แข็งแรง หมั่นออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้งๆ ละ 30 นาที ช่วงเช้าหรือเย็น เพื่อให้ร่างกายเคยชินกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด

เรื่องน่ารู้ของน้ำอสุจิ

 

screenshot_1011

 

ความรู้ในเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเพศของคนเรานั้นมีมากมายหลายหลาก และส่วนใหญ่ก็มักจะรู้ไม่ค่อยจะจริงเสียเป็นส่วนใหญ่ทำให้เกิดข่าวลือที่แปลกพิสดารมากมาย ซึ่งถ้าได้รับความรู้ที่ถูกต้องก็น่าจะทำให้คุณภาพชีวิตในเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเพศดีขึ้น

และเรื่องหนึ่งที่หนีไม่พ้นเห็นจะได้แก่เรื่องของ…น้ำอสุจิ แปลกแต่จริงที่ว่าน้อยคนนักที่จะรู้ว่าในน้ำอสุจิที่ผู้ชายหลั่งออกมานั้นมีอะไรเป็นส่วนประกอบ… ในน้ำอสุจิที่ผู้ชาย หลั่งออกมานั้นจะประกอบด้วยส่วนที่เป็นตัวอสุจิ และส่วนที่เป็นน้ำซึ่งประกอบไปด้วยสารอาหารจำพวกโปรตีนจำนวนเล็กน้อย น้ำตาลฟรุคโตสอีกพอประมาณ และจะมีแร่ธาตุที่ชื่อสังกะสีอยู่ด้วยในปริมาณที่เหมาะสม

ตัวอสุจินั้นจะถูกสร้างอยู่ภายในลูกอัณฑะที่ภายในจะประกอบไปด้วยท่อเล็กๆ ที่ขดงออยู่ เปรียบได้เสมือนสายพานการผลิตตัวอสุจิที่จะตั้งต้นที่ส่วนต้นของท่อเล็กๆ นี้ และการผลิตตัวอสุจิก็จะเสริมเติมแต่งตลอดระยะทางของท่อผลิตตัวอสุจิดังกล่าวที่มีความยาวเฉลี่ยประมาณ 10 เมตรเลยทีเดียว ระยะเวลาในการผลิตตัวอสุจิกว่าจะสมบูรณ์พร้อมที่จะออกมาแหวกว่ายและชอนไชเข้าไปในไข่นั้นก็คือ 72-74 วัน

เมื่อตัวอสุจิสมบูรณ์เต็มที่ก็จะเคลื่อนมาที่ส่วนปลายของท่อผลิตและท่อส่งเชื้ออสุจิที่จะผ่านเข้าสู่ต่อมเก็บที่มีชื่อว่า Seminal Vesicle ในต่อมเก็บเชื้อสุจิดังกล่าวก็จะมีการผลิตส่วนน้ำของน้ำอสุจิออกมาซึ่งมีสารประกอบดังกล่าวข้างต้นนั่นเอง

ฝันเปียก…วิถีทางของธรรมชาติในการกำจัดน้ำอสุจิส่วนเกิน

ลองนึกดูถึงแท็งก์น้ำที่มีน้ำไหลลงไปเรื่อยๆ ตลอดเวลา ไม่นานแท็งก์น้ำก็จะต้องเต็มและล้นออกไป ต่อมเก็บน้ำอสุจิก็เช่นกัน เมื่อมีตัวอสุจิส่งลงมาเก็บจากสายพานการผลิตอยู่เรื่อยๆ ก็ย่อมจะมีวันเต็มเป็นธรรมดา ดังนั้นร่างกายจึงต้องมีการกำจัดออกไปถ้าไม่ได้รับการใช้งาน นี่เป็นสิ่งที่ทำให้ชายหนุ่มไม่ว่าหนุ่มน้อยหรือหนุ่มใหญ่ที่ไม่ได้มีกิจกรรมในการส่งน้ำอสุจิออกจากร่างกายเกิดอาการที่เรียกว่า “ฝันเปียก” เพราะเมื่อเจ้าของร่างกายที่มีน้ำอสุจิเต็มต่อมเก็บนอนหลับไป จิตใจก็จะถูกควบคุมโดยกระบวนการอัตโนมัติที่จะทำให้เขาเกิดการฝันถึงเรื่องราวที่แสนจะวาบหวาม และเมื่อถึงจุดสุดยอดในฝันก็จะมีการหลั่งเอาน้ำอสุจิส่วนเกินออกมา เพื่อที่จะเหลือที่ว่างสำหรับตัวอสุจิล็อตใหม่ที่จะมาเก็บแทนที่

โดยเฉพาะในหนุ่มๆ ที่กระบวนการผลิตค่อนข้างจะเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพสูงในการผลิต ถ้าไม่มีการใช้เป็นประจำโดยกิจกรรมทางเพศแบบใดแบบหนึ่งแล้วละก็ เชื่อขนมกินได้เลยว่าจะต้องเกิดการฝันเปียกอย่างแน่นอน

ที่จริงก็อยากจะแนะนำให้ลองพึ่งบริการฝันเปียกดูบ้างนะ เพราะในความฝันนั้นบางครั้งจินตนาการก็มักจะเพริศแพร้วมากกว่าความเป็นจริงก็เป็นได้
แถมยังพบว่า…ผู้ชายที่ฝันเปียกนั้นไม่ค่อยเป็นโรคจิตเสียด้วย
น้ำอสุจิมีประโยชน์จริงหรือ

ใครที่ชอบติดตามข่าวเป็นประจำคงจะได้ยินหรือรับรู้ข่าวต่อไปนี้มาบ้าง

แชมพูที่มีส่วนผสมของน้ำอสุจิช่วยให้ผมงอกงามและดกดำเป็นเงาขึ้นการใช้น้ำอสุจิทาใบหน้าจะทำให้ผิวหน้าเต่งตึงและดูอ่อนกว่าวัยการรับประทานน้ำอสุจิเป็นประจำจะทำให้สุขภาพแข็งแรง และผู้หญิงจะมีประจำเดือนออกดีเป็นปกติ แถมช่วยลดอาการปวดประจำเดือนด้วย

ที่จริงแล้วข่าวลือในเรื่องนี้ยังมีมากมายกว่านี้อีกมากนัก แต่เพื่อประหยัดเนื้อที่ขอตอบว่าเท่าที่มีการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ยืนยันนั้น น้ำอสุจิที่มีคุณภาพเป็นปกตินั้นมีคุณประโยชน์อยู่อย่างเดียว คือสามารถที่จะทำให้เกิดการปฏิสนธิกับไข่ของฝ่ายหญิงจนเกิดการตั้งครรภ์ได้

นอกจากนั้นแล้ว…ไม่มีการศึกษายืนยันความเป็นจริงของข้อมูลแต่อย่างใด

แล้วมีอันตรายไหมถ้าจะลิ้มลองน้ำอสุจิบ้างเป็นครั้งคราว

คำตอบแบบฟันธงลงไปก็คือ ไม่น่าจะอันตรายถ้าน้ำอสุจินั้นไม่มีเชื้อโรคที่สามารถติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์ และถ้าในปากไม่มีแผลในปากและไม่มีฟันผุก็ไม่มีทางที่เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายได้ เพราะเมื่อน้ำอสุจิผ่านเข้าไปในกระเพาะอาหาร ก็จะถูกกรดในกระเพาะย่อยสลายไปหมดอยู่แล้ว

มีคำถามเพิ่มเติมเป็นประจำในเรื่องนี้ว่า…น้ำอสุจิของแต่ละคนก็มีกลิ่นและรสที่แตกต่างกันจะทำอย่างไรรสจึงจะดี

ครั้นจะไม่ตอบก็จะหาว่าไม่รู้จริง ก็เลยต้องขอตอบแบบวิชาการว่า น้ำอสุจิที่เข้มข้นและไม่ได้หลั่งมานานนั้นน้ำตาลฟรุคโตสจะสลายไป และเมื่อตัวอสุจิเก็บสะสมนานในต่อมเก็บน้ำเชื้อก็จะเกิดการเสื่อมสลายขึ้น ทำให้มีโปรตีนที่เสื่อมสลายไปจนเกิดกลิ่นที่ไม่น่าจะพิศวาสมากนัก แถมกลิ่นของน้ำอสุจิยังขึ้นกับอาหารที่รับประทานเข้าไปด้วย

ดังนั้นถ้าท่านชายรายใดอยากจะให้น้ำอสุจิของตนเองมีรสหวานหอมและอร่อยแล้ว ให้เลิกรับประทานของหมักดองทุกชนิด ลดอาหารประเภทเนยนมหรือชีสบูดและปลาร้าปลาหมัก ดื่มน้ำให้มากๆทุกวัน ควรรับประทานผักผลไม้สดเพื่อเพิ่มสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่จะทำให้น้ำอสุจิสดใหม่ อย่างไรก็ตามคงจะต้องรับประทานอาหารพวกโปรตีนบ้าง และใช้งานเป็นระยะๆ เพื่อให้น้ำอสุจิที่เหลืออย่าเป็นของสดใหม่

นี่ก็เป็นหลักการที่แสนจะธรรมดา เพราะของสดใหม่ย่อมจะดีกว่าปลาร้าค้างปีใช่ไหมคุณ
ถ้าไปทำหมันแล้วจะมีน้ำอสุจิเหมือนเดิมไหม

นี่เป็นเรื่องที่ผู้ชายทุกคนกลัวว่าจะไม่สามารถหลั่งน้ำอสุจิได้ดังเดิม ขอตอบว่าการทำหมันชายนั้นแพทย์แค่ผูกท่อการผลิตตัวอสุจิไม่ให้ลงมาในต่อมเก็บส่วนน้ำของน้ำอสุจิเท่านั้น

การผลิตน้ำอสุจิ (ที่ไม่มีตัวอสุจิปน) ยังคงผลิตอยู่เหมือนเดิม สามารถที่จะหลั่งน้ำอสุจิได้แบบเดิม ถึงจุดสุดยอดเหมือนเดิม แต่อาจจะมั่นใจกว่าเดิมเพราะแน่ใจได้ว่าจะไม่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น

ส่วนคำถามที่ว่าแล้วตัวอสุจิไม่ออกมาจะไปอยู่ไหน คำตอบก็คือเมื่อร่างกายพบว่าตัวอสุจิไม่มีช่องทางส่งออกไปแล้ว ไม่นานก็จะหยุดการผลิตเอง และตัวอสุจิที่ได้รับการผลิตแต่ไม่ได้ส่งออกไปก็จะได้รับการดูดซับกลับไปตามธรรมชาติเอง ไม่ต้องกังวลอะไร

เพียงแต่ต้องแน่ใจก่อนทำหมันว่าจะไม่มีลูกอีกแล้วค่อยไปทำ ไม่อย่างนั้นเมื่อต่อท่อกลับมา การผลิตอาจจะไม่เกิดขึ้นใหม่ก็ได้

แนะกินน้ำแข็งมีอย.รับรอง-กินหน่อไม้ปี๊บดูป้าย..ร้านนี้จำหน่ายหน่อไม้ปี๊บ ปรับกรด

 

screenshot_1010

 

อธิบดีกรมอนามัย แนะเลือกบริโภคน้ำแข็ง ดูจากความสะอาด และควรมีตรามาตรฐานการรับรองจาก อย.ด้านอย.แนะเลือกซื้อเลือกบริโภคหน่อไม้ปี๊บปรับกรดแล้วซึ่งจะมีรสเปรี้ยวบ้าง โดยซื้อในร้านค้าปลีกที่มีป้ายรับรอง “ร้านนี้จำหน่ายหน่อไม้ปี๊บ ปรับกรด”

นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวถึงการเลือกบริโภคน้ำแข็งในหน้าร้อน ว่า จากการสำรวจการบริโภคน้ำแข็งของคนไทย พบว่าเกือบครึ่งมีการปนเปื้อนอุจจาระ ทำให้ผู้รับประทานจะมีอาการท้องร่วง และส่วนใหญ่ผู้บริโภคเองก็ขาดการระวังและเลือกซื้อน้ำแข็ง โดยวิธีการที่ดีในการเลือกซื้อน้ำแข็งนั้น ควรดูจากการภาชนะที่ใส่น้ำแข็ง หากเป็นแบบบรรจุถุง ควรมีตรามาตรฐานการรับรองจาก อย. หากเป็นการซื้อแบบตักใส่ถุง ควรดูว่าภาชนะที่ใส่น้ำแข็งก่อนขายอยู่สูงจากระดับพื้นที่ 60 เซนติเมตรหรือไม่ และต้องมีการแยกว่า ถังน้ำแข็งดังกล่าว ต้องไม่มีการแช่หรือบรรจุเครื่องดื่ม หรือเนื้อสัตว์ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรค และโรงน้ำแข็งในต่างจังหวัดต้องผ่านการรับอนุญาตจากเทศบาล ว่าได้มาตรฐานไม่มีการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ แต่สำหรับประชาชนทั่วไปหากเป็นไปได้ในควรเรือน ก็สามารถทำน้ำแข็งบริโภคเองได้

อย.แนะเลือกซื้อเลือกบริโภคหน่อไม้ปี๊บปรับกรดปลอดภัยไร้กังวล

อย.เตือนบริโภคหน่อไม้ปี๊บไม่ระมัดระวัง อาจได้รับสารพิษจากเชื้อ คลอสตริเดียม โบทูลินัม อาจได้รับอันตรายร้ายแรงอย่างที่เป็นข่าว หากรักษาไม่ทันอาจถึงชีวิตได้ แนะเพื่อความปลอดภัยควรเลือกซื้อเลือกบริโภคหน่อไม้ปี๊บที่ปรับกรดแล้ว จากร้านค้าปลีก ที่มีป้ายรับรอง “ร้านนี้จำหน่ายหน่อไม้ปี๊บปรับกรด” และควรต้มหน่อไม้ปี๊บก่อนนำมารับประทานทุกครั้ง

ภก.ประพนธ์ อางตระกูล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ในฐานะโฆษก อย. เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีข่าวพบผู้ป่วยมีอาการอาหารเป็นพิษรุนแรง หลังจากรับประทานหน่อไม้ปี๊บลวกต้มบรรจุถุงปนเปื้อนสารพิษโบทูลินัม นั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีความห่วงใยประชาชนผู้บริโภคเป็นอย่างยิ่ง

จึงขอเตือนประชาชนบริโภคหน่อไม้ปี๊บอย่างระมัดระวัง เนื่องจากหน่อไม้ปี๊บเป็นอาหารที่มีความเป็นกรดต่ำ และการที่บรรจุในภาชนะที่ปิดสนิท ไม่มีอากาศ จึงมีความเสี่ยงที่จะได้รับสารพิษจากเชื้อ คลอสตริเดียม โบทูลินัม (Clostridium botulinum) ซึ่งเชื้อจะเจริญเติบโตได้ดีในอาหารที่มีกรดต่ำและในที่ปราศจากอากาศ

ดังนั้น หากกระบวนการผลิตหน่อไม้ใช้ความร้อนไม่เพียงพอ สปอร์จะไม่ถูกทำลาย และจะสร้างสารพิษ “โบทูลินัม” หรือสารพิษจากเชื้อคลอสตริเดียม โบทูลินัม (Clostridium botulinum) ขึ้นมา ทำให้ผู้ที่ได้รับเชื้อมีอาการตั้งแต่ คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ ปวดท้อง ท้องเสีย ปาก คอ ลิ้นแห้ง ม่านตาขยาย หรือหดเล็กลงเมื่อถูกไฟส่อง ตามองเห็นภาพซ้อน กลืนลำบาก หายใจขัด ตาพร่ามัว เป็นอัมพาต กล้ามเนื้ออ่อนแรง ระบบการหายใจล้มเหลว และเสียชีวิตในที่สุด ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยควรต้มหน่อไม้ทุกครั้งก่อนนำมาปรุงอาหารหรือรับประทาน

รองเลขาธิการฯ อย. กล่าวต่อว่า ขอให้ผู้บริโภคเลือกซื้อเลือกบริโภคหน่อไม้ปี๊บที่มีการปรับกรดแล้ว ซึ่งจะมีรสเปรี้ยวบ้าง โดยซื้อในร้านค้าปลีกที่มีป้ายรับรอง “ร้านนี้จำหน่ายหน่อไม้ปี๊บ ปรับกรด” และควรสังเกตฉลาก โดยฉลากต้องแสดง เลขสารบบอาหาร 13 หลักในกรอบเครื่องหมาย อย. ชื่อสถานที่ผลิต เดือนปีที่ผลิต หรือวันเดือนปีที่หมดอายุ รวมทั้งปี๊บต้องอยู่ในสภาพดี ไม่บุบ ไม่มีรอยเขม่าไฟ ฝาไม่บัดกรีตะกั่ว

อย่างไรก็ตาม หากผู้บริโภคได้รับอันตรายจากการบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพ ขอให้ร้องเรียนที่ สายด่วน อย. โทร. 1556 หรือ E-mail: 1556@fda.moph.go.th หรือ ตู้ ปณ. 1556 ปณฝ. กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 11004 หรือร้องเรียนผ่าน Oryor Smart Application หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อ อย. จะได้ดำเนินการปราบปราม และดำเนินคดีตามกฎหมายกับกระทำผิดต่อไป

10 อาหารทานซะ!! เพื่อปากและฟันที่ดี

 

screenshot_1009

 

ปัญหาเรื่องของ ปากและฟันนี่ สำหรับบางคนถือว่าเป็นเรื่องใหญ่เลยนะครับ ทั้งกลิ่นปาก ทั้งปวดฟัน โดยเฉพาะเจ้าฟันของเรา หากเป็นอะไรไปนี่ กินอะไรไม่อร่อยเลยนะครับ อย่ากระนั้นเลย เรามาให้อะไรทานเพื่อสุขภาพที่ดีของปากและฟันของเรากันเถอะครับ ดูซิว่ามีอะไรที่ทานแล้วดีบ้าง

1. ชาเขียว

ชาเขียวเป็นอีกเครื่องดื่มหนึ่งที่ค่อนข้างเป็นที่นิยมอย่างมาก แต่ถ้าจะให้ดีควรเลือกดื่มชาเขียวที่ไม่มีน้ำตาลเท่านั้น เพราะในชาเขียวจะมีสารคาเทซินที่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียในช่องปากและขจัดคราบหินปูนได้…อีกทั้งชาเขียวยังช่วยลดกลิ่นปากได้อีกด้วย

2. ขึ้นฉ่าย
อาหารกลิ่นฉุน ๆ แบบนี้ ใครจะรู้ว่าเป็นอาหารเพื่อฟันสวย ที่สามารถช่วยป้องกันฟันผุได้ถึงสองทางเลยทีเดียว คือ ช่วยเร่งให้ร่างกายผลิตน้ำลายมากขึ้นเพื่อช่วยลดแบคทีเรียในช่องปาก สองคือ ผักที่มีความกรอบจะช่วยนวดเหงือก ลดอาการเหงือกอักเสบ แถมยังทำความสะอาดตามช่องฟันอีกด้วย

3. ชีส
ชีสอาจจะดูเป็นเมนูอ้วนสำหรับใครหลาย ๆ คน แต่คุณรู้หรือไม่ว่าชีสจะช่วยเร่งการผลิตน้ำลายเพื่อช่วยป้องกันฟันผุ โดยในชีสชนิดไฮแคลเซียมอุดมไปด้วยฟอสเฟต ที่ช่วยสร้างค่า pH ในปาก รวมทั้งสร้างสารเคลือบฟันด้วย

4. กีวี
อย่างที่รู้กันว่า ถ้าเกิดมีเลือดออกตามไรฟัน ให้กินวิตามินซีเยอะ ๆ ดังนั้น กีวีถือเป็นอาหารเพื่อฟันสวย ที่มีวิตามินซีเยอะที่สุดเลยทีเดียว

5. หัวหอม
มีการวิจัยชิ้นหนึ่งเมื่อปี ค.ศ. 1997 พบว่า หัวหอมสามารถฆ่าแบคทีเรียหลายชนิดในช่องปากได้ ที่สำคัญควรกินหัวหอมสด จะทำให้ได้ผลดีกว่า แต่แน่นอนว่าการกินหัวหอมย่อมมีปัญหาเรื่องกลิ่นปากตามมา แต่มีผู้รู้แนะนำว่า ลองกินกับผักชีฝรั่ง (parsley) จะช่วยลดกลิ่นแรง ๆ ของหัวหอมลงได้

6. งา
งาเป็นอีกอย่างหนึ่งที่เรามักนำมาใช้ประกอบอาหาร หรือแม้แต่นำมาผสมกับเครื่องดื่มก็อร่อยไม่กัน งาเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม ซึ่งจะช่วยให้ฟันแข็งแรง กินบ่อย ๆ ฟันแข็งแรงแน่นอน

7. น้ำดื่ม
การดื่มน้ำนอกจากจะช่วยในการดับกระหายแล้ว น้ำยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นในปาก แถมยังชำระล้างแบคทีเรียที่อยู่ในช่องปากของเรา และยังเร่งให้ร่างกายผลิตน้ำลายเพื่อลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้อีกด้วย

8. วาซาบิ
อาหารรสซ่าที่มักเป็นที่ถูกอกถูกใจคออาหารญี่ปุ่น ส่วนคนทั่วไปแค่ได้ยินชื่อของมันก็ฉุนจมูกแล้ว แต่ใครจะรู้ว่าอาหารเพื่อฟันสวยนั้นก็คือเจ้าวาซาบินี่แหละ เพราะมันมีสรรพคุณช่วยยับยั้งการสะสมของแบคทีเรียได้ด้วย

9. สะระแหน่
สะระแหน่เป็นผักที่ใช้ในการประกอบอาหารในหลาย ๆ เมนู ซึ่งกลิ่นหอม ๆ ของสะระแหน่นี่แหละที่สามารถลดกลิ่นปากแรง ๆ ของเราได้ นอกจากนี้สะระแหน่ยังมีสาร Monoterpenes ซึ่งจะซึมเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้ปอดผลิตอากาศได้ดีขึ้นอีกด้วย

10. เห็ดชิตาเกะ
เห็ดชิตาเกะชื่ออาจจะฟังแล้วไม่ค่อยชินหูเท่าไหร่ แต่มีการวิจัยพบว่าเห็ดชิตาเกะมีน้ำตาลชื่อ Lentinan ที่ช่วยป้องกันแบคทีเรีย ซึ่งจะไปสร้างคราบหินปูนที่ฟันของเรา รู้อย่างนี้แล้วต้องลองไปหากินดูกัน เพื่อสุขภาพฟันที่แข็งแรงจะได้อยู่กับเราไปยาวนานนั่นเอง

ฤทธิ์ร้าย! แพทย์เตือนตากแดด 15 นาที เสี่ยงมะเร็งผิวหนัง

 

screenshot_1001

 

รังสียูวีสามารถทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย รวมทั้งผิวหนัง นัยน์ตาและก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนัง ในประเทศไทยพบผู้ป่วย 300-400 รายต่อปี โดย “กรมอนามัย” เผยตากแดดนานเพียง 15 นาที เสี่ยงรับรังสียูวีที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพผิว แนะประชาชนให้ความสำคัญ 3 จุดสำคัญบนร่างกาย “ริมฝีปาก-ผิวตัว-ผิวมือ”

นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เปิดเผยว่า แสงแดดมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต แต่หากได้รับมากเกินไปเป็นระยะเวลานานเพียง 15 นาทีรังสียูวีก็สามารถทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย รวมทั้งผิวหนัง นัยน์ตาและก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนัง ซึ่งในประเทศไทยพบผู้ป่วย 300-400 รายต่อปี โดยทำให้เกิดการเจริญเติบโตของเซลล์ผิวหนังที่ผิดปกติเนื่องจากการได้รับแสงแดดปริมาณมาก ทั้งยูวีเอและยูวีบี ส่วนยูวีซีมีพลังงานสูงที่สุด อันตรายมากที่สุดแต่พบได้น้อยเนื่องจากจะถูกชั้นบรรยากาศกรองเอาไว้ การป้องกันผิวหนังจากการสัมผัสแสงแดดจึงควรใช้ครีมกันแดดที่มี SPF15 หรือมากกว่าทาบริเวณผิวหน้าและบริเวณที่ต้องสัมผัสกับแสงแดดมาก โดยเฉพาะ 3 จุดสำคัญบนร่างกายที่ไม่ควรละเลยในการป้องกันรังสียูวี จุดแรกคือริมฝีปาก ควรทาลิปบาล์มที่มีสารป้องกันแสงแดด โดยสามารถทาซ้ำได้บ่อย จุดที่สองคือผิวตัว และจุดสุดท้ายคือผิวมือ ควรทามอยส์เจอไรเซอร์บำรุงผิวมือบ่อยๆและทาครีมกันแดดร่วมด้วย

นพ.พรเทพ กล่าวต่อว่า การใช้ครีมกันแดดให้มีประสิทธิภาพสำหรับผิวหน้าควรใช้ปริมาณเท่ากับ 1 เหรียญบาทต่อครั้ง ส่วนผิวตัวใช้บริเวณละประมาณ 1 อุ้งมือ และควรทาครีมกันแดดก่อนออกแดดอย่างน้อย 20 นาที หรือตามที่ระบุในฉลากและทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมงหรือทาซ้ำหลังว่ายน้ำหรือเล่นกีฬา เนื่องจากน้ำและเหงื่ออาจละลายครีมกันแดดได้ นอกจากนี้ยังสามารถเลือกใช้ครีมกันแดดที่ป้องกันรังสียูวีได้ โดยดูจากค่าที่เรียกว่า PA หรือ Protection Grade of UVA ซึ่งเป็นค่าซึ่งเป็นค่าที่บอกประสิทธิภาพในการป้องกันรังสียูวีเอ โดยมีทั้งหมดระดับ คือ PA+, PA++ และ PA+++ เรียงตามลำดับของประสิทธิภาพในการป้องกันรังสีจากน้อยไปมาก

“การปกป้องผิวจากรังสียูวีไม่เฉพาะแค่ช่วงหน้าร้อนหรือบริเวณชายทะเล แต่ควรทาครีมกันแดดเป็นประจำและให้หลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงเวลา 10.00-16.00น.เพราะเป็นเวลาที่สามารถรับรังสีจากนอกอาคารมากที่สุด นอกจากนี้สามารถป้องกันร่างกายจากแสงแดดด้วยการอยู่ในที่ร่ม สวมเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว ควรเลือกสวมเสื้อผ้าที่ทำมาจากใยฝ้ายเพราะช่วยกรองแสงแดดและระบายความร้อนได้ดีหรือเลือกใช้เสื้อผ้าที่ผ่านการรับรองว่าป้องกันรังสียูวี สวมหมวกมีปีกโดยรอบเพื่อป้องกันแสงแดดที่มากระทบใบหน้าหูและด้านหลังลำคอ รวมทั้งควรสวมแว่นกันแดดที่ปิดรอบดวงตารวมทั้งด้านข้างและต้องเป็นแว่นที่สามารถป้องกันรังสียูวีเอและยูวีบีเพื่อปกป้องดวงตาและลดการเกิดต้อกระจก” อธิบดีกรมอนามัย กล่าวในที่สุด

วิจัยชี้ชัด สวดมนต์ช่วยบำบัดเครียด เบาหวาน ความดัน ปวดหัว ชวนนักเรียนร่วมยันช่วยมีสมาธิ

 

screenshot_1006

 

กรมแพทย์แผนไทยเผยผลวิจัย สวดมนต์ช่วยบำบัดโรคได้ หลังพบสวดมนต์ร่วมทำสมาธิ 6 ปี ช่วยผู้ป่วยเบาหวานลดระดับน้ำตาล ความดันโลหิต เครียด นอนไม่หลับ ปวดหัวไมเกรน จับมือ พศ. วธ. รพ.สต.ทั่วประเทศ เชิญชวนโรงเรียนร่วมสวดมนต์ทุกวันตลอดเข้าพรรษา จัดใหญ่สำหรับคนทั่วไป 10 ก.ค.นี้

วันนี้ (1 ก.ค.) นพ.ธวัชชัย กมลธรรม อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก แถลงข่าว “สวดมนต์ 15 นาที ชีวีมีสุข ครอบครัวสุขสันต์ รับกุศล เข้าพรรษา” ว่า คนไทยป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมากขึ้น โดยปี 2556 มีจำนวนถึง 2.5 ล้านคน เสียชีวิตปีละกว่า 1.2 แสนคน ไม่รวมคนไข้ที่มีปัญหาทางจิตผิดปกติปีละ 1 ล้านคนเศษ ต้องใช้ยาจากต่างประเทศปีละกว่า 100,000 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพประมาณ 4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของชาติ ทั้งนี้ การสวดมนต์ถือเป็นศาสตร์การแพทย์ทางเลือกทางหนึ่งในการบำบัดโรคที่ไม่ใช้ยา ไม่เพียงบำบัดโรคทางใจเท่านั้น แต่ทางกายก็ได้ผลดีด้วย กรมฯจึงได้ร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กรมการศาสนา ลงนามบันทึกข้อตกลงขับเคลื่อนเชิญชวนประชาชนสวดมนต์บำบัดโรค เริ่มวันที่ 10 ก.ค. ณ บริเวณลานปฏิบัติธรรมวัดสังฆทาน จ.นนทบุรี ตั้งแต่เวลา 06.30 – 09.00 น. ตั้งเป้าประชาชนเข้าร่วม 1,199 คน ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนได้ที่หน้างาน

นพ.ธวัชชัย กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ กรมฯ ยังร่วมกับ พศ. กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรมระดับจังหวัด และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ทั่วประเทศกว่า 9,800 แห่ง ลงพื้นที่ประสานกับโรงเรียนในเขตชุมชนทุกแห่ง และวัดต่างๆ เพื่อเชิญชวนประชาชนและเด็กนักเรียน สวดมนต์ทุกวันๆ ละ 15 นาที ตลอดเข้าพรรษา 3 เดือน โดยอาจให้สวดมนต์ก่อนเลิกเรียน เพราะมองว่าการสวดมนต์ถือเป็นมนตราบำบัด หรือการสวดมนต์บำบัดโรคได้ อย่างเด็กนักเรียนจะช่วยให้มีสมาธิในการเรียน เป็นต้น

“การสวดมนต์บำบัด คือ หลักการหนึ่งของ Vibrational Therapy คือการใช้คุณสมบัติของคลื่นบางคลื่นมาบำบัดความเจ็บป่วย สำหรับการสวดมนต์ด้วยตัวเอง เป็นการเหนี่ยวนำตัวเอง ถือเป็นวิธีการที่ดีที่สุด เพราะหากใครสักคนคิดที่จะสวดมนต์ นั่นหมายความว่าเขากำลังมีความปรารถนาดีต่อตนเอง โดยวิธีการสวดมนต์ด้วยตนเองควรปฏิบัติดังนี้ 1.ไม่ควรสวดมนต์หลังกินอาหารทันที ควรทิ้งช่วงให้ร่างกายเริ่มผ่อนคลาย อาจเป็นเวลาก่อนเข้านอน หาสถานที่ที่เงียบสงบ 2.สวดบทสั้นๆ 3 – 4 พยางค์ โดยใช้เวลาประมาณ 10 – 15 นาทีขึ้นไป จะทำให้ร่างกายได้หลั่งสารซีโรโทนิน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาท ช่วยควบคุมความหิว อารมณ์ และความโกรธ โดยหากสวดมนต์ด้วยบทยาวๆ จะได้ความผ่อนคลายและความศรัทธา” อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ กล่าว

นพ.ธวัชชัย กล่าวด้วยว่า จากการติดตามกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วย 100,000 คน ใน รพ.สต.ทั่วประเทศ ที่มีอาการความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหลอดเลือดสมองตีบ โรคเครียด โรคซึมเศร้า ปวดหัวไมเกรน และนอนไม่หลับ เป็นเวลา 6 ปี พบว่า หลังสวดมนต์ทุกวันร่วมกับนั่งสมาธิประมาณ 15-45 นาที และมีการทำโยคะบำบัด ซึ่ง รศ.สมพร กันทรดุษฎี อาจารย์ประจำภาควิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย คณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.มหิดล ได้พัฒนาขึ้นเป็นหลักสูตร “สมาธิบำบัดแบบ SKT” ผู้ป่วยเบาหวานที่ทานยาร่วมด้วย น้ำตาลลดลง จิตใจเข้มแข็งขึ้น ความดันโลหิตลดลง อาการเครียด นอนไม่หลับ ปวดหัวไมเกรนหายไป สอดคล้องกับงานวิจัยต่างประเทศในเรื่องการทำสมาธิ และการสวดมนต์ที่อ่านออกเสียง เนื่องจากคลื่นเสียงจะไปกระตุ้นสารความสุข และกดสารความทุกข์ลง

“สมาธิบำบัดแบบ SKT นั้น มีทั้งหมด 7 ท่า คือ ท่าที่ 1 นั่งผ่อนคลาย ประสานกายประสานจิต ท่าที่ 2 คือ ยืนผ่อนคลาย ประสานกาย ประสานจิต ท่าที่ 3 คือ นั่งยืด เหยียดผ่อนคลาย ท่าที่ 4ก้าวย่างอย่างไทย ท่าที่ 5ยืดเหยียดอย่างไทย ท่าที่ 6 เทคนิคการฝึกสมาธิการเยียวยาไทยโดยการนอน ท่าที่ 7 เทคนิคสมาธิเคลื่อนไหวไทยชีกง ทั้งหมดจะเน้นการฝึกสมาธิ กำหนดลมหายใจเป็นหลัก หากประชาชนสนใจเทคนิคดังกล่าวสามารถสอบถามมาได้ที่กรมฯ โทร 0-2149-5636″ อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ กล่าว